โรคเบาหวานและค่าระดับน้ำตาลในเลือด คืออะไร โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดจากการขาดฮอร์โมนอินซูลินหรือจากการดื้อต่อฤทธิ์ของอินซูลิน ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ตามปกติ น้ำตาลในเลือดที่สูงอยู่เป็นระยะเวลานานทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนของอวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต ระบบประสาท โรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคเบาหวานและค่าระดับน้ำตาลในเลือด เกิดได้อย่างไร
ในคนปกติในระยะที่ไม่ได้รับประทานอาหารตับจะมีการสร้างน้ำตาลออกมาตลอดเวลา เพื่อให้เป็นอาหารของสมองและอวัยวะอื่นๆ ในระยะหลังรับประทานอาหารพวกแป้งจะมีการย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อระดับน้ำตาลที่สูงขึ้นจะกระตุ้นให้มีการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนเพื่อเพิ่มการนำน้ำตาลไปใช้ทำให้ระดับน้ำตาลลดลงมาเป็นปกติ
ในผู้ป่วยเบาหวานที่อาจเกิดจากการขาดอินซูลินหรือดื้อต่อฤทธิ์ของอินซูลินทำให้ไม่สามารถใช้น้ำตาลได้ ขณะเดียวกันมีการย่อยสลายไขมันและโปรตีนในเนื้อเยื่อมาสร้างเป็นน้ำตาลมากขึ้น ทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูง จนล้นออกมาทางไตและมีน้ำตาลในปัสสาวะ เป็นที่มาของคำว่า เบาหวาน
อาการของโรคเบาหวาน

ระดับน้ำตาลคนปกติจะอยู่ในช่วง 70-99 มก./ดล. ก่อนรับประทานอาหารเช้า ผู้ป่วยเบาหวานที่มีน้ำตาลสูงจากค่าปกติไม่มากอาจไม่มีอาการชัดเจน จะต้องทำการตรวจเลือดเพื่อการวินิจฉัย โดยใช้เครื่องตรวจน้ำตาลในเลือดหรือเครื่องตรวจเบาหวาน
ถ้าไม่ทราบว่าเป็นเบาหวานมาเป็นเวลานานผู้ป่วยอาจมาตรวจพบด้วยภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานได้
ผู้ป่วยที่มีน้ำตาลสูงกว่าค่าปกติมาก อาจมีอาการจากน้ำตาลในเลือดสูงหรือจากภาวะแทรกซ้อนได้แก่
- ปัสสาวะบ่อยและมาก ปัสสาวะช่วงกลางคืน เกิดจากการที่น้ำตาลรั่วมากับปัสสาวะและดึงน้ำออกมาด้วย
- คอแห้ง ดื่มน้ำมาก กระหายน้ำ เกิดจากที่ร่างกายสูญเสียน้ำมากทางปัสสาวะ
- หิวบ่อยทานจุ แต่น้ำหนักลดและอ่อนเพลีย เกิดจากร่างกายใช้กลูโคสเป็นอาหารไม่ได้ ต้องใช้โปรตีนและไขมันเป็นพลังงานแทน
- แผลหายยาก มีการติดเชื้อทางผิวหนัง เกิดแผลได้บ่อย น้ำตาลที่สูงทำให้การทำงานของเม็ดเลือดขาวลดลง
- คันตามผิวหนัง ติดเชื้อราง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดของผู้ป่วยหญิง
- ตาพร่ามัว อาจเกิดจากน้ำตาลคั่งในเลนซ์ตา ดรคจอประสาทตาจากเบาหวานหรือต้อกระจก
การวินิจฉัยโรคเบาหวาน-เป็นโรคเบาหวานหรือไม่

การวินิจฉัยอาศัยระดับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดดังนี้
- มีอาการของโรคเบาหวานชัดเจนดังกล่าวข้างต้น และมีระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 200 มก./ดล. โดยไม่จำเป็นต้องอดอาหาร
- ระดับน้ำตาลก่อนรับประทานอาหารเช้า ตั้งแต่ 126 มก./ดล. ขึ้นไป อย่างน้อย 2 ครั้ง
- การตรวจโดยการให้รับประทานกลูโคส 75 กรัมพบว่ามีระดับน้ำตาลหลังรับประทานกลูโคสตั้งแต่ 200 มก./ดล. ขึ้นไป
- ระดับน้ำตาลก่อนรับประทานอาหารเช้าที่อยู่ในช่วง 100-125 มก./ดล. เรียกว่า ระดับน้ำตาลขณะอดอาหารผิดปกติ
- ระดับน้ำตาลหลังรับประทานกลูโคส 75 กรัม ที่อยู่ในช่วง 140-199 มก./ดล. เรียกว่า ความทนต่อน้ำตาลบกพร่อง
ทั้งสองภาวะนี้เรียกรวมกันว่าเป็น ระยะก่อนเป็นเบาหวาน
ผู้ที่ควรตรวจหาโรคเบาหวาน

- ผู้ที่มีอาการของโรคเบาหวานดังข้างต้น
- อายุมากกว่า 40 ปี
- มีญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน
- เคยมีระดับน้ำตาลอยู่ในระยะก่อนเบาหวาน
- เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
- คลอดบุตรหนักมากกว่า 4 กก.
- มีความดันโลหิตสูง
- มีไขมันในเลือดผิดปกติ
- มีโรคหลอดเลือดตีบแข็ง
- มีโรคที่บ่งว่ามีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ได้แก่ โรครังไข่มีถุงน้ำหลายถุง
ผู้ที่มีภาวะดังกล่าวแม้ไม่มีอาการของโรคเบาหวานควรตรวจสอบ ถ้าระดับน้ำตาลอยู่ในข่ายสงสัย ควรตรวจซ้ำในระยะ 1 ปี
ประเภทของโรคเบาหวาน โรคเบาหวานสามารถแบ่งได้เป็น 4 ชนิด ดังนี้

- เบาหวานชนิดที่ 1 มักพบในคนอายุน้อย มักต่ำกว่า 30 ปี มากที่สุดเกิดในช่วงวัยรุ่น เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ ผู้ป่วยมักมีรูปร่างผอม อาจเกิดภาวะหมดสติจากน้ำตาลในเลือดสูงหรือเลือดเป็นภาวะคีโตน การรักษาต้องใช้ยาฉีดอินซูลิน ในประเทศไทยพบน้อยกว่า 5 %
- เบาหวานชนิดที่ 2 มักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลินและมีการหลั่งอินซูลินลดลง มักมีรูปร่างอ้วนและมีประวัติดรคเบาหวานในครอบครัว สามารถรักษาด้วยการควบคุมอาหารหรือยาเม็ดลดระดับน้ำตาล ในรายที่เป็นนานๆ การสร้างอินซูลินลดลงมากๆ ก็อาจต้องฉีดอินซูลิน ในประเทศไทยพบมากกว่า 95%
- โรคเบาหวานที่มีสาเหตุเฉพาะ เช่น โรคเบาหวานที่สาเหตุทางกรรมพันธุ์ โรคของตับอ่อน ฮอร์โมนผิดปกติ จากยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์
- โรคเบาหวานที่เกิดขณะตั้งครรภ์ เป็นโรคเบาหวานที่ตรวจพบครั้งแรกขณะผู้ป่วยตั้งครรภ์ โดยที่ผู้ป่วยไม่มีประวัติเป็นโรคเบาหวานมาก่อน เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ที่มีผลทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน การรักษามักต้องใช้อินซูลิน หลังคลอดเบาหวานมักหายไป และผู้ป่วยจะมีโอกาสเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เมื่อมีอายุมากขึ้น
การป้องกันโรคเบาหวาน
การให้โภชนะบำบัดที่เหมาะสม การออกกำลังกายและ การลดน้ำหนัก 5-10% ในผู้ที่อ้วนสามารถลดการเป็นเบาหวานได้
การรักษาโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังไม่หายขาด จะต้องควบคุมโรคไปตลอดชีวิตและอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วยและญาติ ในการดูแลตนเองตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ การรักษาได้แก่
- การควบคุมอาหาร
- การออกกำลังกาย
- การรักษาด้วยยาเม็ดลดระดับน้ำตาล และ/หรืออินซูลิน
- การได้รับสุขศึกษาในการดูแลตนเอง เพื่อให้ผู้ป่วยมีความรู้ และสามารถปฎิบัติตนในการควบคุมดรคเบาหวานได้ถุกต้อง
โรคแทรกซ้อนของเบาหวาน
เป็นผลจากการควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี อาจมีปัจจัยอื่นร่วม ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง การสูบบุหรี่
ภาวะแทรกซ้อนในระยะสั้น เป็นภาวะแทรกซ้อนแบบเฉียบพลัน ได้แก่ การเกิดเลือดเป็นกรดจากคีโตน ภาวะหมดสติจากน้ำตาลในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูงจากการติดเชื้อ การเกิดน้ำตาลต่ำจากยาที่ใช้รักษา
ภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว การควบคุมเบาหวานไม่ดีในระยะยาว ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังในระยะยาว ได้แก่ โรคจอประสาทตาจากเบาหวาน โรคไตวาย โรคประสาทส่วนปลาย โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดส่วนปลาย นำไปสู่ความสูญเสียชีวิตและพิการสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษา
เป้าหมายในการควบคุมโรคเบาหวาน
เป้าหมายการควบคุมโรคเบาหวานตามคำแนะนำของสมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา
เป้าหมาย
- น้ำตาลก่อนอาหาร (มก./ดล.) 90-130
- น้ำตาลหลังอาหาร 2 ชั่วโมง (มก./ดล.) <180
- น้ำตาลเฉลี่ย HbA1C (%) <7
- โคเลสเตอรอล (มก./ดล.) <180
- เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล (มก./ดล.) >40
- แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล (มก./ดล.) <100
- ไตรกลีเซอไรด์ (มก./ดล.) <150
- ดัชนีมวลกาย (กก./ตรม.) <23
- ความดันโลหิต (มม.ปรอท) <130/80
- ออกกำลังกาย (นาที/สัปดาห์) >150
เกณฑ์ระดับน้ำตาลในเลือด
สรุป
จะเห็นได้ว่าโรคเบาหวานเป็นภัยใกล้ตัวที่หลายๆ คนอาจมองข้าม ซึ่งสาเหตุหลักของการเกิดโรคก็เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้หรือมีการผลิตอินซูลินลดลง และอาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม โรคเบาหวานนี้เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงต้องมีการควบคุมโรคไปตลอดชีวิต และอาจนำมาซึ่งโรคแทรกซ้อนต่างๆ อย่างเช่น โรคไตวาย โรคหลอดเลือดสมอง ที่เป็นอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ทางที่ดีควรหมั่นดูแลรักษาสุขภาพ ทานอาหารที่มีประโยชน์และควรแบ่งเวลามาออกกำลังกายบ้าง เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและการมีอายุที่ยาวนานขึ้น
